ดีใจที่ตัดสินใจหยิบหนังสือสองเล่มนี้ ติดกระเป๋ามาอ่านทวนอีกครั้งที่บ้านเสียบญวน
การได้อ่านซ้ำข้อความที่ประทับใจ ในช่วงเวลาการเฝ้ามองธรรมชาติและผู้คนอย่างผ่อนคลาย เป็นโอกาสที่กรอบคิดที่ติดขัดได้รับการทบทวน
หลายครั้งในหลายปีที่ผ่านมาที่มุมมองทางมนุษยปรัชญาได้ช่วยคลี่คลายให้ผมได้ค้นพบคำตอบใหม่ๆให้กับโจทย์ของสังคมที่พยายามขบคิด
เกือบยี่สิบปีแล้ว ที่ผมค่อยๆเรียนรู้มุมมองและคำอธิบายเกี่ยวกับมนุษย์และธรรมชาติของศาสตร์ที่เรียกว่ามนุษยปรัชญา ที่มีฐานการพัฒนาจากวิธีศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเกอร์เต้
ที่ใช้การสังเกตอย่างละเอียดประนีตด้วยความเคารพต่อสิ่งที่สังเกต ที่ต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิทยาศาสตร์ของนิวตันที่เป็นกระแสหลัก
ผมรู้สึกอินมากขึ้นๆ ว่า มุมมองทางสังคมของมนุษยปรัชญาที่เรียกว่า “สังคมสามมิติ” (threefold social organism) เป็นกรอบคิดที่ช่วยให้เรารับมือปัญหายากๆในสังคมปัจจุบันได้
ในช่วงเวลานี้ ที่กำลังพยายามค้นหาทางออกใหม่ๆให้กับหลายๆเรื่องที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาที่บิดเบี้ยวของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำร้าย
การได้อ่านทวนหนังสือสองเล่มนี้ ทำให้ได้มองเห็นมุมมองใหม่ๆ ที่นำมาใช้กับการทำงานทางสังคมของตัวเอง
เลยได้ไอเดียของการเรียกชื่อสาขาวิชานึงขึ้นมาต่อยอดการทำงานมานุษยวิทยาปฏิบัติการของตัวเองคือ มนุษยปรัชญาทางสังคม (social anthroposophy)
เป็น “กรอบคิด” ที่อาจจะไม่ใหม่นัก แต่ก็ทำให้รู้สึกชัดมากขึ้นว่า จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตกับเรื่องอะไร






