ผมเลือกภาพเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 64 ภาพนี้ ขึ้นมาเพื่อเขียนรำลึกถึงท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ในวันที่ท่านจากไป เพราะเป็นวันที่ผมได้พบท่านครั้งแรกหลังกลับจากไปเรียนต่อ และได้ไปส่ง “การบ้าน” ให้กับมือท่าน คือ วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยาที่ผมเขียนเรื่องการปฏิรูประบบสุขภาพกับปัญหาวัณโรคในประเทศไทย กับหนังสืออีกสองเล่มที่ผมภูมิใจ คือ จดหมายเหตุโควิด-19 กับ สมุดปกขาวอากาศสะอาด

ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งที่ท่านฝากไว้ให้พวกเราและคนในรุ่นต่อๆ ไปได้เรียนรู้ จากแบบอย่างของท่าน คือความเป็นครู…
ผมได้รู้จักชื่อของอาจารย์ประเวศ วะสี ครั้งแรก ตอนเป็นนักเรียนชั้นประถมของโรงเรียนประจำบนเกาะสมุย จากนิตยสาร “หมอชาวบ้าน” โดยในตอนนั้นไม่รู้เลยว่า ท่านจะกลายเป็นครู ที่มีบทบาทกับชีวิตของผมมากที่สุด
ท่านเป็นครูที่สอนผ่านการเขียน การพูดให้ฟัง การทำให้ดู และการดำรงอยู่ (being) ของท่านผ่านสถานการณ์ในสังคมและในชีวิต จนกระทั่งวาระสุดท้าย
แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแบบอย่างในความเป็นครูของท่าน คือ ความประณีตและใส่ใจในการให้ “การบ้าน” ให้อิสระในการทำ และใส่ใจในการติดตาม
ซึ่งผมมองว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้การประชุม “กลุ่มสามพราน” กลายเป็นวง think tank ของการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบสุขภาพของประเทศไทย คือ “การบ้าน” ที่ท่านแจก และงานที่ลูกศิษย์นำมาส่ง
ไม่นานก่อนท่านจะจากไป ท่านเขียนจดหมายฝากการบ้านไว้ให้กับหลายๆ คน ผมภูมิใจที่ได้รับความเมตตาให้เป็นหนึ่งในคนที่ท่านมอบหมายงานชุดสุดท้ายนี้
งานที่ท่านฝากให้เป็นผมทำคือการรวบรวมและเรียบเรียง “มหากาพย์แพทย์ชนบท”
หลายปีก่อนที่ท่านเคยเรียกไปคุยเรื่อง “การบ้าน“ นี้ ท่านย้ำว่า อยากให้มีการบันทึกเรื่องราวการพัฒนาระบบสุขภาพในประเทศไทยเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ได้เข้าใจสิ่งที่ผ่านมา และได้รับ “แรงบันดาลใจ” ที่จะเผชิญหน้าและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหายาก ๆ ในสังคม
ท่านอยากให้บันทึกและถ่ายทอดในรูปแบบที่น่าอ่าน และต้องบันทึกเป็นลักษณะ “ มหากาพย์ ” เพราะมีผู้คนมากมายที่มีบทบาทร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบสุขภาพของประเทศไทยและสังคมไทยในช่วงเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา
ที่ผมมาตีความต่อเอง คือคำว่า “แพทย์” กับคำว่า “ชนบท” นั้นท่านกินความหมายที่กว้างไปกว่าเพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่น่าจะหมายถึง “ขบวนการการเคลื่อนไหวทางสังคม” ที่ใช้การแพทย์ในแบบการแพทย์ทางสังคม (social medicine) ในการจัดการกับความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม ที่เป็นรากของความเจ็บป่วยของผู้คน
เป็นสิ่งที่ท่านสื่อสารตลอดมา นับแต่ข้อเขียนแรกๆ ของท่านอย่าง “บันทึกเวชกรรมไทย”
หรือหลาย ๆ ครั้งที่ท่านจะเล่าถึงประสบการณ์ตอนทำวิจัยเรื่องโรคโลหิตจางของท่านในฐานะอาจารย์ทางด้านโลหิตวิทยา คือ การพบว่าปัญหาโลหิตจาง ไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุเหล็กที่แก้ได้ด้วยการให้ยาบำรุงเลือดเท่านั้น แต่มันมาจากปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำในสังคม…ที่ทำให้เห็นว่า ความไม่เป็นธรรมมันกัดกินถึงเลือดถึงไขกระดูกของผู้คน!
สิ่งที่ท่านทำให้ดูคือการจะรักษาโรคโลหิตจางได้ ต้องแก้ไขปัญหาของโครงสร้างสังคมที่เหลื่อมล้ำ แต่ที่ลึกกว่านั้นคือการแก้ปัญหาวัฒนธรรมอำนาจและการขาดศีลธรรมของคนในสังคม
การบ้านนี้ จึงไม่ใช่การบ้านของการ “บันทึกเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว” แต่เป็นการเรียบเรียงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว ประสานไปกับเรื่องราวในปัจจุบัน และที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
… ขอกราบแสดงความเคารพและอาลัยต่อการจากไปของท่าน และขอให้ช่วงเวลานี้ เป็นโอกาสให้เราทั้งหลายได้บูชาครูด้วยการรับ ”การบ้าน“ จากท่าน
ทั้งการบ้านเฉพาะที่แต่ละคนจะเลือกและการบ้านที่เราต้องช่วยกันทำต่อไป
…
ปล.เขียนร่างไว้ตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. 69 ว่าจะอ่านทวนแล้วแก้ไขก่อนโพสต์ สุดท้ายกว่าจะได้มีจังหวะมาดูอีกทีก็ผ่านไปเกือบสัปดาห์แล้ว…
FB Post : https://www.facebook.com/share/p/1Ax6FrqyjD/?mibextid=wwXIfr